AFAPS Community
23 / 07 / 2014, 12:44:42 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แนะแนวทางการสอบ-นักเรียนนายเรืออากาศ  (อ่าน 44001 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Zeus
Moderator
Knight
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2494


จงทำความฝันของเจ้าให้เป็นจริง


« เมื่อ: 19 / 05 / 2009, 07:59:36 PM »



สัมภาษณ์พิเศษ  ผู้บัญชาการ โรงเรียนนายเรืออากาศ
 แนะสอบเข้า นตท.ในส่วนของ ทอ.


         พลอากาศโท เพทาย อุดมศักดิ์ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศ เผยรายละเอียดการเปิดรับสมัครบุคคลพลเรือนเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) ประจำปี  แจงเส้นทางก้าวสู่อาชีพ ผู้ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร  3 ปี และเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายเรืออากาศ อีก 4 ปี มีหลักสูตรการศึกษา 7 สาขาวิชา ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรืออากาศ และได้รับคัดเลือกให้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนการบิน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นเวลา 1 ปี เมื่อจบการศึกษาจะเป็นนักบินของกองทัพอากาศ พร้อมแนะนักเรียนที่จะสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารฯ ต้องเตรียมความรู้ทางวิชาการ โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และวิชาภาษาอังกฤษ รวมทั้งต้องเตรียมทางร่างกายให้พร้อม

        พลอากาศโท เพทาย อุดมศักดิ์ ผู้ บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศ กองบัญชาการฝึกศึกษาทหารอากาศ เปิดเผยว่า เนื่องจากรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการติดต่อประสานงานและความสามัคคี ของทหาร-ตำรวจ อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศจึงได้จัดตั้งโรงเรียนเตรียมทหารขึ้น ตั้งแต่ปี 2501 เพื่อให้มาศึกษารวมกันและในปัจจุบันได้ให้แต่ละเหล่า สอบคัดเลือกนักเรียนของตนเอง เนื่องจากความต้องการทางวิชาการและด้านพลานามัยไม่เหมือนกัน นักเรียนที่มีใจรักในวิชาชีพ ทหาร-ตำรวจ สามารถสมัครสอบได้ทั้ง 4 เหล่า เพราะแต่ละเหล่าสอบไม่พร้อมกัน ซึ่งกองทัพอากาศ จะสอบใน เมษายน   หากนักเรียนสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารได้ จะต้องไปศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหาร อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เป็นระยะเวลา 3 ปี แล้วจึงขึ้นเหล่า มาศึกษาต่อที่โรงเรียนนายเรืออากาศ อีก 4 ปี จึงจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครสอบ มีดังนี้

   1. สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการหรือเทียบเท่า
   2. อายุไม่ต่ำกว่า 14 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 17 ปีบริบูรณ์ ในปีที่จะเข้ารับการศึกษาเป็นนักเรียนเตีรยมทหาร การนับอายุให้นับตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร (ผู้ที่เกิด พ.ศ.2536-2539)
   3. มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดและบิดา มารดา มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด แต่ถ้าบิดาเป็นนายทหาร นายตำรวจชั้นสัญญาบัตรหรือนายทหาร นายตำรวจชั้นประทวน ซึ่งมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดแล้ว มารดาจะมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดก็ได้
   4. มีอวัยวะ รูปร่างลักษณะท่าทาง ขนาดของร่างกายเหมาะสมแก่การเป็นทหารหรือตำรวจ ไม่เป็นโรคตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
   5. เป็นชายโสด ไม่เคยมีความประพฤติเสื่อมเสียทางเพศ หรือติดต่อได้เสียกับหญิงถึงขั้นที่จะถือว่าเห็นผู้มีภรรยา
   6. เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี มีอุดมการณ์เลื่อมในในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและมีผู้ปกครองดูแลรับผิดชอบ
   7. ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย
   8. ไม่เป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา หรือไม่เคยต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาคดีถึงที่สุด เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
   9. ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกให้ออกจากโรงเรียนเพราะความผิด หรือถูกถอนทะเบียนจากความเป็นนักเรียนเตรียมทหาร
  10. ไม่เป็นผู้เสพยาเสพติดหรือสิ่งเสพติดอื่น ๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  11. บิดา มารดาและผู้ปกครอง เป็นผู้มีอาชีพอันชอบธรรม หรือเป็นผู้ที่มีหลักฐานเชื่อถือได้
  12. เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตจากบิดา มารดาหรือผู้ปกครอง ให้สมัครเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารแล้ว
  13. ต้องมีผู้ปกครองหรือผู้รับรอง ซึ่งสามารถรับรองข้อความและพันธกรณี ตามที่กองบัญชาการทหารสูงสุดกำหนด
  14. ต้องไม่มีพันธกรณีผูกพันกับองค์กรของรัฐบาลหรือเอกชน อันจะเป็นอุปสรรคต่อการศคึกษา

หลักฐานในการสมัคร ประกอบด้วย

   1. รูปถ่ายปัจจุบันหน้าตรง ครึ่งตัว ไม่สวมหมวกหรือแว่นตา ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 1 รูป (ติดบนใบสมัครในช่องที่กำหนดให้)
   2. สำเนาทะเบียนแสดงผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) หรือใบรับรองผลการเรียน จำนวน 1 ฉบับ กรณียังไม่สำเร็จการศึกษา
   3. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้สมัคร และของบิดามารดาผู้ให้กำเนิด คนละ 1 ฉบับ หากผู้สมัครสอบมีบิดาและมารดาที่มีชื่อหรือนามสกุลในหลักฐานต่าง ๆ ไม่ตรงกัน ต้องแก้ไขให้เรียบร้อยก่อน
   4. หลักฐานเพิ่มเติม เพื่อขอรับสิทธิคะแนนเพิ่มพิเศษรอบแรกของบิดาหรือมารดา (ถ้ามี) ดังนี้ ทุพพลภาพ เหรียญกล้าหาญ เสียชีวิตในหน้าที่

       ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศ เปิดเผยถึงเส้นทางการสู่การเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ว่า สำหรับผู้จบการศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่า อายุไม่เกิน 17 ปี  การสอบคัดเลือกมี 2 ขั้นตอน คือ 1.การสอบภาควิชาการ (คะแนนเต็ม 700 คะแนน) วิชาคณิตศาสตร์ คะแนนเต็ม 220 คะแนน วิชาวิทยาศาสตร์ คะแนนเต็ม 220 คะแนน วิชาภาษาอังกฤษ คะแนนเต็ม 140 คะแนน วิชาภาษาไทย คะแนนเต็ม 60 คะแนน วิชาสังคมศึกษา คะแนนเต็ม 60 คะแนน ทั้ง 5 วิชา มีเนื้อหาวิชาครอบคลุมความรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กระทรวงศึกษาธิการ 2.การทดสอบความถนัดและวิภาวิสัย การสอบพลศึกษา การสอบสัมภาษณ์ ท่วงทีวาจาและการตรวจร่างกาย จะต้องเป็นผู้ทีสอบผ่านภาควิชาการแล้วเท่านั้น

       การทดสอบความถนัดและวิภาวิสัย (คะแนนเต็ม 100 คะแนน) ประกอบด้วย การทดสอบความถนัด เป็นการทดสอบสมรรถภาพหรือศักยภาพพื้นฐานทางสมองของบุคคลที่มีอยู่ ซึ่งได้รับการสร้างสมมาจากประสบการณ์และการฝึกตนเองเป็นเวลานาน จนเกิดเป็นทักษะที่พร้อมจะปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างเข้ารับการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการทดสอบวิภาวิสัย เป็นการทดสอบสภาวะทางนามธรรมของบุคคลทางด้านคุณธรรม จริยธรรม เช่น ทัศนคติ ความสนใจ ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความยุติธรรม ความกล้าหาญ ฯลฯ การสอบพลศึกษา (คะแนนเต็ม 100 คะแนน) เป็นการทดสอบมรรถภาพร่างกาย 8 สถานี ผู้เข้าสอบจะต้องทำการสอบให้ครบทุกสถานี ถ้าขาดสอบสถานีใดสถานีหนึ่งถือว่าสอบตกให้คัดออก การสอบสัมภาษณ์ ลักษณะท่วงทีวาจา (คะแนนเต็ม 100 คะแนน) การตรวจร่างกาย (ผล ผ่าน/ไม่ผ่าน)

      "เมื่อผ่านการสอบคัดเลือก เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมทหารเป็นเวลา 3 ปี และเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายเรืออากาศ เป็นเวลา 4 ปี ที่โรงเรียนนายเรืออากาศมีหลักสูตรการศึกษา 7 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาวิศวกรรมอากาศยาน วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมอุตสาหการคอมพิวเตอร์และวัสดุศาสตร์ ผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรืออากาศ และได้รับคัดเลือกให้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนการบิน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นเวลา 1 ปี เมื่อจบการศึกษาจะเป็นนักบินของกองทัพอากาศ"

      สำหรับสิทธิประโยชน์ขณะเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ 1.ไม่เสียค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าอาหารและค่ารักษาพยาบาล 2.ได้รับอุปกรณ์การฝึกศึกษา เครื่องแต่งกาย เบี้ยเลี้ยง และเงินเดือนทุกคนจนจบการศึกษา 3.เมื่อเข้าเรียนชั้นปีที่ 1 หากผลการเรียนดี จะได้รับคัดเลือกให้ไปศึกษาในสถาบันทหารและมหาวิทยาลัยของประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น สเปน เยอรมัน สหรัฐอเมริกา เกาหลีและออสเตรเลีย ประมาณปีละ 10 ทุน ส่วนสิทธิประโยชน์เมื่อสำเร็จการศึกษา 1.ได้รับพระราชทานกระบี่ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุด 2.ได้รับปริญญาบัตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต หรือวิทยาศาสตร์บัณฑิต 3.ได้รับการแต่งตั้งเป็นเรืออากาศตรี 4.บรรจุเข้าราชการตามหน่วยงานต่าง ๆ ในกองทัพอากาศ หากมีประสงค์จะศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สามารถขอรับทุนของกองทัพอากาศได้ทั้งในและต่างประเทศ 5.ได้รับเงินเดือนเริ่มต้น 7,740 บาท หากได้รับการบรรจุเป็นนักบินประจำกอง จะได้รับเงินค่าฝ่าอันตราย 11,000 - 13,200 บาท และค่าผู้บังคับอากาศยาน 15,000 บาท 6.ก่อนสำเร็จการศึกษา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะมารับสมัครและสอบคัดเลือก เพื่อจะเข้าเป็นนักบินของบริษัท ในแต่ละปี

      พลอากาศโทเพทาย อุดมศักดิ์ กล่าวให้ข้อแนะนำสำหรับผู้สนใจและมุ่งมั่นจะสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ว่า นักเรียนที่จะสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารฯ ต้องเตรียมความรู้ทางวิชาการ โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และวิชาภาษาอังกฤษ รวมทั้งต้องเตรียมทางร่างกายให้พร้อม เนื่องจากในแต่ละปีมีผู้สมัครสอบจำนวนมาก แต่ทางราชการรับจำนวนนักเรียนเข้าเรียนในแต่ละเหล่าน้อย ใครที่มีการเตรียมตัวตั้งแต่ต้นปี ก็มีโอกาสสูง โดยเฉพาะทางกองทัพอากาศ ได้เปิดโครงการช้างเผือกฯ สำหรับนักเรียนที่มีความมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนที่โรงเรียนนายเรืออากาศ โดยเปิดรับสมัครนักเรียนชาย ชั้น ม.3 ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนส่วนภูมิภาคและปริมณฑล ที่มีผลการเรียนดี ให้ได้ทดสอบตนเอง และได้รับประสบการร์ในการสอบแนวเดียวกันกับข้อสอบจริง เข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) โดยสิทธิประโยชน์ของนักเรียนโครงการช้างเผือกจะได้รับ ประกอบด้วย 1.ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) 2.ได้รับการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง จัดหาที่พัก อาหาร ดูแลให้คำแนะนำในการสอบคัดเลือก 3.ให้ทุนการศึกษาพร้อมค่าใช้จ่ายรายเดือน จำนวน 3 ทุน และให้เงินรางวั, 12 รางวัล ๆ ละ 20,000 บาท 4.ได้รับคะแนนเพิ่มพิเศษ 2% ในการสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเนรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) รอบสอง

สวัสดิการและความก้าวหน้าในอาชีพ เงินเดือนนักเรียนเตรียมทหาร และนักเรียนนายเรืออากาศ

    * รร.เตรียมทหารฯ ชั้นปีที่ 1 อัตราเงินเดือน 2,480 บาท เบี้ยเลี้ยงต่อวัน 75 บาท
    * รร.เตรียมทหารฯ ชั้นปีที่ 2 อัตราเงินเดือน 2,600 บาท เบี้ยเลี้ยงต่อวัน 75 บาท
    * รร.เตรียมทหารฯ ชั้นปีทื่ 3 อัตราเงินเดือน 2,750 บาท เบี้ยเลี้ยงต่อวัน 75 บาท
    * รร.นายเรืออากาศฯ ชั้นปีที่ 1 อัตราเงินเดือน 2,800 บาท เบี้ยเลี้ยงต่อวัน 106 บาท
    * รร.นายเรืออากาศฯ ชั้นปีที่ 2 อัตราเงินเดือน 2,990 บาท เบี้ยเลี้ยงต่อวัน 106 บาท
    * รร.นายเรืออากาศฯ ชั้นปีที่ 3 อัตราเงินเดือน 3,170 บาท เบี้ยเลี้ยงต่อวัน 106 บาท
    * รร.นายเรืออากาศฯ ชั้นปีที่ 4 อัตราเงินเดือน 3,350 บาท เบี้ยเลี้ยงต่อวัน 106 บาท

      *โรงเรียนนายเรืออากาศ
      *กองทัพอากาศ
      *นักเรียนเตรียมทหาร ในส่วนของกองทัพอากาศ
      *แผนที่โรงเรียนนายเรืออากาศ

ตารางกาหนดวันรับสมัคร และสอบคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร
(ในส่วนของกองทัพอากาศ) ประจาปีการศึกษา ๒๕๕๔
http://www.rtafa.ac.th/admission/N2.pdf

    
    ม.รามคำแหง ๑ (หัวหมาก)
          เดินทางไปได้โดย รถโดยประจำทางสาย
95,60,93,168,501,512(2),137,22,36ก,126,99,150,207,21A,43,48,49,80,80A,94,97,
98,100,115,117 และรถตู้ปรับอากาศประจำทาง

    ม.เกษมบัณฑิต (พัฒนาการ)
          เดินทางไปได้โดย รถโดยประจำทางสาย
11,206,517,551 และรถตู้ปรับอากาศประจำทาง

ทำสัญญาเป็น นตท.   โรงเรียนเตรียมทหารฯ อ.บ้านนา จ.นครนายก เปิดภาคการศึกษา - พ.ค.  โรงเรียนเตรียมทหารฯ อ.บ้านนา จ.นครนายก

คำเตือน การสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) ดำเนินการโดยคณะกรรมการระดับสูงของกองทัพอากาศ ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือได้ นอกจากใช้ความรู้ ความสามารถของท่านเอง หากพบว่ามีผู้ใดแอบอ้างไม่ว่ากรณีใด ๆ พร้อมทั้งเรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทน ขอได้โปรดแจ้งโดยตรงที่ 0 2534 3625


ข่าวสารจากโรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนเหล่า และเหล่าทัพ
คลิกเพื่อติดตามข่าว

   

   


    


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 / 08 / 2011, 09:36:34 AM โดย Zeus » บันทึกการเข้า
Zeus
Moderator
Knight
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2494


จงทำความฝันของเจ้าให้เป็นจริง


« ตอบ #1 เมื่อ: 17 / 06 / 2009, 09:43:29 AM »

คุณสมบัติของผู้สมัคร (โดยย่อ)

    * สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ (ม.๓) หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการหรือเทียบเท่า
    * อายุ ไม่ต่ำกว่า ๑๔ ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน ๑๗ ปีบริบูรณ์ ในปีที่จะเข้ารับการศึกษาเป็นนักเรียนเตรียมทหาร การนับอายุให้นับตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร (ผู้ที่เกิด พ.ศ.๒๕๓๖ - ๒๕๓๙)
    * มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด และบิดา มารดา มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด แต่ถ้าบิดาเป็นนายทหารสัญญาบัตร นายตำรวจสัญญาบัตร หรือนายทหารประทวน นายตำรวจประทวน ซึ่งมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดแล้ว มารดาจะมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดก็ได้
    * มี อวัยวะ รูปร่างลักษณะท่าทาง ขนาดของร่างกายเหมาะสมแก่การเป็นทหารหรือตำรวจ  ไม่เป็นโรคตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงออกตามความในกฎหมายว่าด้วยการรับ ราชการทหาร  กฎกระทรวงออกตามความในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตำรวจ  ตามที่กองบัญชาการกองทัพไทยกำหนดรายละเอียดไว้ในผนวกท้ายระเบียบ
    * เป็นชายโสด ไม่เคยมีความประพฤติเสื่อมเสียทางเพศ หรือติดต่อได้เสียกับหญิงถึงขั้นที่จะถือว่าเป็นภรรยา
    * เป็น ผู้มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี มีอุดมการณ์เลื่อมใสในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย   อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมีผู้ปกครองดูแลรับผิดชอบ
    * ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย
    * ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
    * ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกให้ออกจากโรงเรียนเพราะความผิด หรือถูกถอนทะเบียนจากความเป็นนักเรียนเตรียมทหาร
    * ไม่เป็นผู้เสพยาเสพติด หรือสิ่งเสพติดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
    * บิดา มารดา และผู้ปกครอง เป็นผู้มีอาชีพอันชอบธรรมหรือเมีหลักฐาน
    * เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ให้สมัครเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารแล้ว
    * ต้องมีผู้ปกครองหรือผู้รับรอง ซึ่งสามารถรับรองข้อความ และพันธกรณี ตามที่กองบัญชาการกองทัพไทยกำหนด
    * ต้องไม่มีพันธกรณีผูกพันกับองค์กรของรัฐบาลหรือเอกชน อันจะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 / 12 / 2009, 09:09:14 AM โดย hippo » บันทึกการเข้า
Zeus
Moderator
Knight
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2494


จงทำความฝันของเจ้าให้เป็นจริง


« ตอบ #2 เมื่อ: 08 / 12 / 2009, 07:41:14 PM »

การสอบภาควิชาการ (คะแนนเต็ม ๗๐๐ คะแนน)
                  สอบวิชาคณิตศาสตร์   วิชา วิทยาศาสตร์   วิชาภาษาอังกฤษ   วิชาภาษาไทย  และวิชาสังคมศึกษา  ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ มีรายละเอียดดังนี้
                 ขอบข่ายของเนื้อหาที่ใช้ในการออกปัญหาสอบ ฯ สำหรับผู้จบการศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ได้แก่

    * วิชาคณิตศาสตร์ คะแนนเต็ม ๒๒๐ คะแนน
    * วิชาวิทยาศาสตร์ คะแนนเต็ม ๒๒๐ คะแนน
    * วิชาภาษาอังกฤษ คะแนนเต็ม ๑๔๐ คะแนน
    * วิชาภาษาไทยและวิชาสังคมศึกษา  คะแนนเต็ม  ๑๒๐ คะแนน

การสอบรอบสอง
การสอบความถนัด และวิภาววิสัย      
      การสอบพลศึกษา      
      การสอบสัมภาษณ์      
      การตรวจร่างกาย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 / 12 / 2009, 07:50:28 PM โดย hippo » บันทึกการเข้า
Zeus
Moderator
Knight
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2494


จงทำความฝันของเจ้าให้เป็นจริง


« ตอบ #3 เมื่อ: 08 / 12 / 2009, 07:59:40 PM »

      หลักสูตร ภาควิชาการ  

      หลักสูตร ภาควิชาทหาร  

      ช่อชัยพฤกษ์ เครื่องรำลึกถึงศักดิ์ชัย  

๔๕ ประการของการเป็นสุภาพบุรุษนายเรืออากาศ  http://www.rtafa.ac.th/cadet/Gentleman.PDF
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 / 03 / 2011, 10:21:40 PM โดย Zeus » บันทึกการเข้า
Zeus
Moderator
Knight
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2494


จงทำความฝันของเจ้าให้เป็นจริง


« ตอบ #4 เมื่อ: 09 / 12 / 2009, 09:31:33 PM »

สิทธิประโยชน์ขณะเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ
    ๑. ไม่เสียค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล
    ๒. ได้รับอุปกรณ์การศึกษา เครื่องแต่งกาย เบี้ยงเลี้ยงและเงินเดือนประจำ
    ๓. นักเรียนชั้นปีที่ ๑ หากมีผลการเรียนดี จะได้รับคัดเลือกไปศึกษาในสถาบันทหารของ ประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริการ อังกฤษ เยอรมัน ออสเตรเลีย เกาหลี สเปน และญี่ปุ่น
    ๔. มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานต่างประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ตามโครงการฝึกเดินอากาศของ นนอ.ในแต่ละปี
    ๕. นนอ. ทุกคนจะได้รับการฝึกการบินเบื้องต้น ทั้งจากเครื่องจำลองการบิน และอากาศยานจริง
 
 

สิทธิประโยชน์เมื่อสำเร็จการศึกษา
    ๑. รับพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต หรือวิทยาศาสตรบัณฑิต
จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ
    ๒. ได้รับการแต่งตั้งยศเป็นว่าที่เรืออากาศตรี
    ๓. บรรจุเข้ารับราชการในกองทัพอากาศ ตามหน่วยราชการซึ่งมีเทคโนโลยีสูง ตามความรู้ความสามารถ ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรืออากาศ
    ๔. มีสิทธิได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นศิษย์การบิน เพื่อฝึกหัดเป็นนักบินประจำกอง ของกองทัพอากาศ ซึ่งรับเฉพาะผู้สำเร็จการศึกษาจาก โรงเรียนนายเรืออากาศเท่านั้น
บันทึกการเข้า
Zeus
Moderator
Knight
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2494


จงทำความฝันของเจ้าให้เป็นจริง


« ตอบ #5 เมื่อ: 07 / 03 / 2011, 10:33:40 PM »

นักบินรบเป็นอาชีพในฝันอันดับต้นๆของเด็กผู้ชายส่วนใหญ่นั้น เส้นทางที่ท้าทายนี้เริ่มต้นที่การสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร จากผู้สมัครราวๆสองหมื่นคนต่อปี จะต้องผ่านการทดสอบ จนเหลือเพียงประมาณ 100 คน เมื่อผ่านการเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร 3 ปี พวกเขาก็ต้องเดินทางสู่โรงเรียนนายเรืออากาศ เพื่อเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเรียนวิชาทหาร รวมทั้งใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยระเบียบวินัย ตลอด 4 ปี

ที่โรงเรียนนายเรืออากาศแห่งนี้ ทุกคนจะได้เรียนรู้วิชาเกี่ยวกับการบินเ เพื่อวางพื้นฐานการเป็นนักบินในอนาคต

เมื่อผ่าน 4 ปีแห่งการศึกษาเล่าเรียน จากนักเรียนนายเรืออากาศ พวก เขากลายเป็น นายทหารยศเรืออากาศตรี มาถึงตรงนี้ พวกเขาต้องผ่านการคัดเลือกเพื่อหาผู้ที่พร้อมที่สุดทั้งองค์ความรู้ และร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อฝึกเป็นนักบิน ที่โรงเรียนการบินกำแพงแสน จากเรืออากาศตรีจบใหม่ทั้งหมด จะได้เดินทางก้าวสู่เส้นทางการบินเพียง ๗๐ เปอร์เซนต์เท่านั้น

ที่สถาบันฝึกนักบินรบ โรงเรียนการบินกำแพงแสน ที่นี่ ศิษย์การบินทุกคนจะได้เรียนรู้การบินเป็นระยะเวลาประมาณ ๑๔ เดือน ใน การฝึกบินเพื่อเป็นนักบินรบนั้น ไม่ใช่เพียงเรียนรู้การบินเพื่อนำเครื่องขึ้น และลงอย่างปลอดภัยเท่านั้น แต่จะต้องเรียนรู้การบินแบบผาดแผลง การบินหมู่ และนั่นเป็นโจทย์ที่ผู้จะเป็นนักบินรบทุกคนจะต้องผ่านพ้นไปให้ได้ กว่าจะผ่านสถาบันแห่งนี้ บางคน ก็ไปไม่ถึงฝัน

เมื่อ การหัดบินในการทดสอบการบินเที่ยวบินสุดท้ายจบลง ศิษย์การบิน จะถูกคัดเลือกให้ประจำเครื่องบินของกองทัพอากาศแบบต่างๆ และปฎิบัติภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป ศิษย์การบินที่ได้คะแนน อันดับต้นๆ จะมีสิทธิได้ควบคุมเครื่องบินที่มีสมรรถนะสูงที่สุดของกองทัพอากาศไทยนั่น คือ เครื่องบิน F16

เครื่องบิน F16 เป็นเครื่องบินเร็วกว่าเสียง และใช้ระบบไฟฟ้าในการทำการบิน นอกจากนี้ยังมีระบบอาวุธ มากมายให้นักบินได้ควบคุม

กว่า ที่เด็กผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งจะเดินทางตามความฝันของตัวเองมาถึงตรงนี้ได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของโชคชะตา หรือความบังเอิญ แต่ทั้งหมด เกิดจากการเรียนรู้ ฝึกฝน ด้วยความเพียรและความอดทน
บันทึกการเข้า
Zeus
Moderator
Knight
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2494


จงทำความฝันของเจ้าให้เป็นจริง


« ตอบ #6 เมื่อ: 25 / 05 / 2011, 08:58:50 AM »

“นภานุภาพของกองทัพอากาศเริ่มต้นที่นี่” เกียรติภูมิแห่งโรงเรียนนายเรืออากาศ

แต่ไหนแต่ไรมา...ความหมายของคำว่า “ทหาร” และ “พลเรือน” ดูเหมือนจะถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง...

                จากสายตาของคนนอกคือ “พลเรือน” ที่มองผ่านเข้าไปในรั้วกองทัพ อาจเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า...ชีวิตของคนในรั้วคือ “ทหาร” เป็นเช่นไร?...มีกฎที่เข้มงวดกวดขันและเคร่งครัดในระเบียบวินัยดังที่เคยได้ยินกันอยู่เสมอมาจริงหรือไม่?...แล้วเบื้องหลังท่วงทีอันสง่างาม แข็งแกร่งสมชายชาตรีของทหารหาญเหล่านั้นมีความเป็นมาอย่างไร?
                แล้วคำถามเหล่านี้ก็ได้คำตอบเมื่อ “สกุลไทย” ได้รับคำเชิญให้เข้าไปเยี่ยมชมโรงเรียนนายเรืออากาศ หนึ่งในเบ้าหลอมกำลังพลของกองทัพไทย
                ...ร่วมสัมผัสถึง “เกียรติภูมิ” แห่งปฐมอานุภาพของกองทัพอากาศ...  
ทิวแถวของนักเรียนนายเรืออากาศ...ประกาศความเป็นระเบียบเรียบร้อยอันเป็นหัวใจของทหาร
อาคารห้องสมุด

                สิ้นเสียงคำสั่งจัดแถวที่ดังกังวานขึ้น เสียงฝีเท้าหลายสิบหลายร้อยคู่ก็ดังตามมา พร้อมกับร่างกายกำยำของนักเรียนนายเรืออากาศในเครื่องแบบเสื้อสีฟ้าอ่อนกับกางเกงสีกรมท่าเคลื่อนไหวฉับไวเพื่อเข้าสู่ระเบียบแถวตามคำสั่งในช่วงเวลาเพียงเสี้ยวนาที เมื่อทุกคนยืนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและเหมาะสมของตนแล้วก็ปรากฏเป็นแถวยาวแลดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งยังให้ความรู้สึกที่เป็นปึกแผ่นมั่นคง              หลังจากนั้นก็มีคำสั่งเคลื่อนแถว...ภาพกำลังพลของนักเรียนนายเรืออากาศเคลื่อนตัวไปเบื้องหน้าเป็นริ้วขบวนและในจังหวะการย่ำเท้าที่พร้อมเพรียงกันนั้นช่างเป็นภาพที่แสดงถึงพลังแห่งความสามัคคีและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

                นี่เป็นภาพกิจวัตรที่เกิดขึ้นภายในรั้วโรงเรียนนายเรืออากาศแห่งนี้ เพราะนับตั้งแต่เวลา ๐๕.๓๐ น.ของแต่ละวันที่นักเรียนทุกคนตื่นนอนพร้อมกัน การเดินแถวเพื่อเข้าสู่การปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ เช่น การเข้าห้องเรียนในแต่ละชั่วโมง การไปรับประทานอาหาร ถือเป็นกิจที่พึงปฏิบัติเพื่อสร้างระเบียบวินัยอันเข้มแข็งในหมู่คณะ

                โรงเรียนนายเรืออากาศตั้งอยู่บนเนื้อที่ ๒๕๐ ไร่ บนหลักกิโลเมตรที่ ๒๔-๒๕ ของถนนพหลโยธิน ตรงข้ามอาคารกองบัญชาการกองทัพอากาศ ละแวกสะพานใหม่-ดอนเมือง มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ หลังจากที่ได้สถาปนาขึ้นเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของกองทัพอากาศ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๖           โดยช่วง ๔ ปี ก่อน พ.ศ.๒๕๐๐ นั้น ได้อาศัย “ตึกเหลือง” ในบริเวณกองบินน้อยที่ ๖ (ปัจจุบันคือกรมสวัสดิการทหารอากาศ) เป็นสถานศึกษาชั่วคราวสำหรับนักเรียนนายเรืออากาศรุ่นแรก

                แรกเริ่มเดิมทีกำลังพลของกองทัพอากาศได้มาจากการคัดเลือกนายทหารเหล่าต่างๆ และสถาบันการศึกษาอื่นๆ เช่น จากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายร้อยสำรองทหารบก มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย รวมทั้งนายทหารชั้นประทวนที่เลื่อนขึ้นมาเป็นนายทหารสัญญาบัตร แล้วจึงนำนายทหารเหล่านี้มาฝึกเพื่อเป็นกำลังพลของกองทัพอากาศ         แต่ในขณะนั้นแม้ว่าประเทศไทยจะผ่านช่วงเวลาสงครามไปแล้ว หากกำลังพลก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของกองทัพ อีกทั้งวิวัฒนาการทางด้านการบินและการใช้กำลังทางอากาศได้ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับกองทัพอากาศก็มีบทบาทต่อสังคมชาติมากขึ้นเป็นลำดับ  “บุพการีกองทัพอากาศ” คือ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป) ผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้นจึงได้ริเริ่มแนวคิดว่า “เราจะต้องมีโรงเรียนนายทหารสัญญาบัตรของเราขึ้นเองให้จงได้”

                ต่อมา เมื่อถึงสมัยที่ พลอากาศเอก ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ ก็ได้สานต่อในปณิธานนั้น ด้วยเล็งเห็นว่าถึงเวลาที่กองทัพอากาศควรจะผลิตนายทหารหลักให้แก่กองทัพของตนเองได้แล้ว เนื่องจากโรงเรียนทหารเหล่าอื่นๆ ก็ได้ก่อตั้งไปแล้วทั้งสิ้น รวมทั้งการที่จะขอนายทหารจากเหล่าอื่นมานับวันก็จะไม่สะดวก ดังนั้น โครงการจัดตั้งโรงเรียนนายเรืออากาศจึงได้รับการนำเสนอไปตามลำดับขั้นตอน ผ่านกระทรวงกลาโหมจนถึงคณะรัฐมนตรี จนในที่สุดก็มีการอนุมัติให้ดำเนินการจัดตั้งสำเร็จใน พ.ศ.๒๔๙๕ และมีพิธีสถาปนาโรงเรียนนายเรืออากาศในวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๖          ภายใต้การปกครองของผู้บังคับการโรงเรียนนายเรืออากาศคนแรก คือ นาวาอากาศเอก ละเอิบ ปิ่นสุวรรณ ส่วนพลอากาศเอก ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี นั้น ก็ได้รับการยกย่องให้เป็น “บุพการีโรงเรียนนายเรืออากาศ”

                กาลเวลาล่วงผ่านไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงอันเป็นสัจธรรมของโลก เฉกเดียวกับโรงเรียนนายเรืออากาศทั้งในทางรูปธรรมและนามธรรม

                ในทาง “รูปธรรม”...จากคำบอกเล่าของพลอากาศโท ไพศาล สีตบุตร ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือคนปัจจุบัน ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อเกือบ ๔๐ ปีก่อนหน้านี้ ท่านก็เคยเป็นนักเรียนนายเรืออากาศของสถาบันแห่งนี้และเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้านักเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ ๑๓ ได้กล่าวไว้ว่า แต่ก่อนนั้นย่านดอนเมืองอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนับเป็นทำเลที่ห่างไกลจากตัวเมืองกรุงเทพฯอย่างมาก การเดินทางก็ไม่สะดวกสบายเช่นปัจจุบันเพราะมีเพียงรถเมล์สีเทาเพียงสายเดียวที่แล่นผ่าน บรรยากาศโล่งแจ้งและเวิ้งว้าง ปกคลุมไปด้วยความเงียบสงบ ภายในบริเวณโรงเรียนก็มีตึกอยู่เพียงไม่มากนัก เช่น อาคารกองบัญชาการ ตึกนอน โรงพละ กองการศึกษา              นอกเหนือจากนั้นเป็นเพียงที่โล่ง

                หากปัจจุบัน พื้นที่ทั้ง ๒๕๐ ไร่ เต็มขนัดไปด้วยอาคารและสิ่งก่อสร้างเพื่อรองรับจำนวนนักเรียนและบุคลากรที่เพิ่มมากขึ้น และเป็นไปตามพัฒนาการทางการศึกษา
สนามฝึก
เครื่องบินรบบอกความหมายถึงสถานที่นี้
อาคารรณนภากาศ

              เมื่อก้าวผ่านเข้าไปในรั้วโรงเรียน...ทุกคนย่อมมองเห็นสิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณด้านหน้าโรงเรียนนั่นคือหอพระพุทธมหากรุณานภาพลพิทักษ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำโรงเรียนอันเป็นที่สักการบูชาของทุกคน ถัดไปจากนั้นก็เป็นอาคารรณนภากาศ อาคารหอประชุมของโรงเรียน เรื่อยไปจนถึงตึกยาวความสูง ๒ ชั้นทาสีเทาเข้ม นั่นเป็นอาคารกองบัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างหลังแรกของโรงเรียนตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ นั่นเอง ส่วนด้านหน้าอาคารนั้นเป็นลานอเนกประสงค์ขนาดกว้างขวาง ซึ่งนอกจากจะเป็นที่ประกอบกิจกรรมต่างๆ ของนักเรียนนายเรืออากาศและบุคลากรทั้งหลายแล้ว ยังเป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์บุพการีทั้ง ๓ ท่าน แห่งกองทัพอากาศ คือ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ (สุณี          สุวรรณประทีป) พันเอกพระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ (หลง สินศุข) และ                นาวาอากาศเอกพระยาทะยานพิฆาต (ทิพย์ เกตุทัต)

                เมื่อเป็นโรงเรียนนายเรืออากาศแล้ว...มีสิ่งหนึ่งที่ต้องได้พบเห็นอย่างแน่นอนก็คือเครื่องบินรบ ซึ่งก็สามารถพบเห็นเครื่องบินรบโบราณได้ตามจุดต่างๆ ภายในโรงเรียน เป็นการตกแต่งภูมิทัศน์ให้ดูตื่นตาแต่แรกเห็นแก่ผู้ที่ได้พบ พร้อมทั้งประกาศความเป็นกองทัพอากาศได้อย่างสง่างาม ดังเช่นด้านหน้าโรงเรียน และด้านหน้าของตึกนอน

                เรามีโอกาสเข้าไปสำรวจภายในตึกนอนของนักเรียนโรงเรียนนายเรืออากาศที่แบ่งสรรแต่ละตึกไปตามชั้นปี  ความเป็นระเบียบวินัยของนักเรียนเป็นสิ่งที่เราได้รับรู้อย่างเด่นชัดจากภายในตึกนอนนี้ เพราะเตียงนอนของนักเรียนแต่ละนายจะปูด้วยผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดสะอ้านที่ถูกปูจนเรียบตึง ไร้ซึ่งรอยยับ ของใช้ส่วนตัวเก็บไว้ในตู้อย่างเรียบร้อย ไม่ปรากฏให้เห็นเกะกะสายตาแม้แต่ชิ้นเดียว ซึ่งทุกอย่างดังกล่าวนี้นักเรียนต้องเป็นผู้ปฏิบัติเอง

                  อาคารเรียนต่างๆ มีจำนวนมากและพรั่งพร้อมไปด้วยอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ต่างไปจากสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ แม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด ห้องปฏิบัติการต่างๆ อาคารพลศึกษา สถานที่ออกกำลังกาย ฯลฯ              รวมทั้งมีสนามทดสอบกำลังใจซึ่งเป็นบริเวณฝึกภาคสนามของนักเรียนนายเรืออากาศเยี่ยงทหารราบ            อาณาบริเวณโดยรวมร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์ โดยเฉพาะต้นชัยพฤกษ์ ดอกไม้ประจำสถาบันซึ่งมีดอกสีเหลืองสดงดงามถูกปลูกดารดาษในทุกจุดของโรงเรียน ธรรมชาติเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในการเรียนได้เป็นอย่างดี แต่ลักษณะอีกประการของโรงเรียนนายเรืออากาศที่แตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยก็คือเราไม่มีโอกาสที่จะเห็นนักเรียนเดินกันพลุกพล่านอย่างตามใจตนเองเลย เนื่องจากในยามเรียนทุกคนก็ต้องอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น

                ในแง่ของ “นามธรรม”...การเรียนการสอนก็ได้รับการปรับปรุงพัฒนามาโดยตลอดเพื่อให้ทัดเทียมกับการศึกษาภายในรั้วมหาวิทยาลัยของพลเรือน โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนได้รับความรู้ทั้งทางวิชาการและความรู้ทางด้านการทหาร เมื่อจบการศึกษาไปก็เป็นนายทหารสัญญาบัตรที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม ความรอบรู้ ความรับผิดชอบ พร้อมเป็นผู้นำทางทหารและมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ภายใต้ปรัชญาการศึกษา ๓ ข้อที่ว่า

                ๑. มีความสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบต่อภารกิจของกองทัพอากาศ ประเทศชาติ และราชบัลลังก์
                ๒. มีความรู้วิชาการระดับปริญญาตรี ตามมาตรฐานระดับอุดมศึกษา
                ๓. มีบุคลิกของความเป็นชายชาติทหาร สามารถเป็นผู้บังคับบัญชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งมีความซื่อสัตย์สุจริตและยึดมั่นในคุณธรรม

                แต่เดิมนั้น ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรืออากาศจะได้รับวุฒิปริญญาตรี เป็นวิทยาศาสตรบัณฑิตกันทุกคน โดยแบ่งสาขาเป็นเหล่านักบิน เหล่าสื่อสารและเหล่าสรรพาวุธ  หากปัจจุบันได้พัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อสถานการณ์ของสังคมซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกิจการอากาศยานและสนองความต้องการด้านต่างๆ ของกองทัพอากาศ จึงปรับเป็นหลักสูตร ๕ ปีการศึกษา (ไม่รวม ๒ ปีก่อนหน้านั้นที่นักเรียนทุกเหล่าต้องศึกษาวิชาพื้นฐานร่วมกันและสร้างความคุ้นเคยให้เป็นหนึ่งเดียวกันในระหว่างทุกเหล่าทัพที่โรงเรียนเตรียมทหาร) สำหรับนักเรียนนายเรืออากาศนั้นจะสำเร็จการศึกษาเป็นวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตและวิทยาศาสตรบัณฑิต   โดยในพวกวิศวกรรมศาสตร์มี ๖ สาขาวิชา คือ วิศวกรรมอากาศยาน วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมอุตสาหการ และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ส่วนพวกวิทยาศาสตร์มี ๒ สาขาวิชา คือ คอมพิวเตอร์และวัสดุศาสตร์           ซึ่งหลักสูตรและปริญญาที่ได้รับนั้นมีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่ากับที่พลเรือนได้รับจากรั้วมหาวิทยาลัยทุกประการ ส่วนยศทางทหารนั้น ทุกคนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นว่าที่เรืออากาศตรี

                หากเพราะที่นี่เป็นเบ้าหลอมของบุรุษสู่การเป็นชายชาติทหารแห่งกองทัพไทย...ภารกิจภายหลังจากสำเร็จการศึกษาหมายถึงการเป็นทหารของกองทัพอากาศอย่างแน่ชัด ดังนั้น สิ่งที่จะหลอมให้พวกเขากลายเป็นทหารที่มีคุณภาพและสมรรถภาพที่แข็งแกร่งทั้งทางร่างกายและจิตใจก็คือกฎระเบียบและวินัยที่เข้มข้นดังที่ทหารทุกนายพึงมี

                นั่นคือความแตกต่างของชีวิตนักเรียนนายเรืออากาศกับนิสิตนักศึกษาทั่วไป เพราะพวกเขาจะได้รับการฝึกอบรมให้เป็น “ทหารอาชีพ” ซึ่งหมายถึงมีความเป็นชายชาติทหารในสายเลือดและวิญญาณอย่างแท้จริง มิใช่ปฏิบัติไปเพียงเพราะเป็นภาระและหน้าที่ของตนเท่านั้น

                 กิจวัตรประจำวันของนักเรียนนายเรืออากาศจึงผิดแผกไปจากพลเรือนโดยสิ้นเชิง เพื่อเป็นการฝึกฝนตนเอง โดยศักดิ์และสิทธิ์ของนักเรียนแต่ละคนนั้นจะได้รับตามชั้นปีอันเป็นไปตามระบบอาวุโส หมายความว่านักเรียนนายเรืออากาศชั้นต้นย่อมมีศักดิ์และสิทธิ์ที่น้อยกว่านักเรียนนายเรืออากาศชั้นสูง นอกจากนี้ยังมีการปกครองกันเองในหมู่นักเรียนนายเรืออากาศด้วยกัน ด้วยการเลียนแบบโครงสร้างการปกครองตามอย่างกองทัพเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับระบบและระเบียบของกองทัพมากที่สุด ดังเช่น แบ่งนักเรียนเป็นกองพัน มีตำแหน่งหัวหน้านักเรียนเป็นดั่งผู้บัญชาการ มีตำแหน่งเสนาธิการ เป็นต้น ซึ่งรุ่นน้องต้องเชื่อฟังคำสั่งและคำแนะนำของรุ่นพี่อย่างเคร่งครัด ผู้ใดที่ละเมิดทั้งคำสั่งของรุ่นพี่ รวมไปถึงกฎระเบียบทั่วไปของโรงเรียนจะต้องถูกทำโทษ ในบางกรณีต้องมีการทำโทษเป็นหมู่คณะเพื่อสร้างความรักและสามัคคี สร้างความรับผิดชอบร่วมกัน เป็นการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่กองทัพ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุและผลที่เหมาะสม                มิใช่การสั่งหรือทำโทษโดยปราศจากการยั้งคิดหรือตามอำเภอใจของผู้หนึ่งผู้ใดดังที่หลายคนภายนอกอาจวาดภาพว่าเป็นเช่นนั้น

                
บันทึกการเข้า
Zeus
Moderator
Knight
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2494


จงทำความฝันของเจ้าให้เป็นจริง


« ตอบ #7 เมื่อ: 25 / 05 / 2011, 08:59:21 AM »

(ต่อ)

ในส่วนของการฝึกวิชาทหาร...นักเรียนนายเรืออากาศแต่ละชั้นปีจะได้รับการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับยุทธวิธีและแบบธรรมเนียมทหาร โดยชั้นปีที่ ๑ และชั้นปีที่ ๒ จะได้รับการฝึกทหารเบื้องต้น ชั้นปีที่ ๓ ฝึกโดดร่มทางยุทธวิธี ชั้นปีที่ ๔ ฝึกป้องกันฐานบิน และชั้นปีที่ ๕ ฝึกเดินอากาศ ซึ่งการฝึกเดินอากาศชั้นปีที่ ๕ นั้น จะได้ไปทัศนศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางอากาศยานกับประเทศเพื่อนบ้าน            ดังปีที่ผ่านไปได้มีการนำนักเรียนนายเรืออากาศชั้นปีที่ ๕ ทุกคนเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

                สำหรับกิจวัตรพื้นฐานประจำวันของนักเรียนนายเรืออากาศเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา ๐๕.๓๐ น.ที่นักเรียนต้องตื่นนอนพร้อมกัน แล้วจึงไปออกกำลังกาย ฝึกฝนตนเอง รับประทานอาหารเช้าและเคารพธงชาติ หลังจากเวลา ๐๘.๐๐ น.จึงจะเป็นการศึกษาภาคเช้า จนถึงเวลาอาหารกลางวัน เรื่อยไปจนถึงเวลา ๑๕.๓๐ น.อันเป็นเวลาเลิกการศึกษาประจำวัน        ส่วนเวลาหลังจากนั้นก็จะเป็นการฝึกอบรมและประกอบกิจกรรมต่างๆ ของกรมนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์และกองวิชาการทหาร        เมื่อเคารพธงชาติในเวลา ๑๘.๐๐ น.แล้ว นักเรียนจะได้รับประทานอาหารเย็นและฝึกฝนตนเองอีกครั้ง ก่อนที่จะเข้านอนในเวลา ๒๒.๐๐ น. กิจวัตรเหล่านี้พึงปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่ก็อาจมีการผ่อนปรนในบางกรณีโดยเป็นไปตามเงื่อนไขของศักดิ์และสิทธิ์ของแต่ละชั้นปีดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

                เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัย...โรงเรียนนายเรืออากาศก็มีกิจกรรมให้นักเรียนร่วมปฏิบัติตามความถนัดและโปรดปรานส่วนบุคคลในรูปแบบของชมรมต่างๆ เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลิกภาพและเพิ่มพูนประสบการณ์ทางสังคม อีกทั้งเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะอีกทางหนึ่ง เช่น ชมรมดนตรีไทย ชมรมการแสดงท่าอาวุธประกอบดนตรี ชมรมพุทธศาสน์ และชมรมกีฬาประเภทต่างๆ ที่หลากหลาย

                สุภาพบุรุษทุกคนที่มุ่งตรงมาสู่โรงเรียนนายเรืออากาศต่างมีความมุ่งมั่นและฝ่าฝันด่านการสอบแต่ละขั้นอย่างขับเคี่ยว นักเรียนนายเรืออากาศเหล่านี้จึงได้ชื่อว่าเป็น “หัวกะทิ” กลุ่มหนึ่งของเยาวชนไทย...ทุกคนล้วนแล้วแต่มองเห็นจุดหมายของตนเองอย่างเด่นชัด ซึ่งส่วนใหญ่ปรารถนาจะเป็นนักบิน แต่น้อยที่สุดคือทุกคนได้เป็นทหารแห่งกองทัพอากาศอย่างแน่นอน

                ต่างคนต่างที่มา แต่มุ่งสู่เบ้าหลอมเดียวกัน ด้วยเป้าหมายที่คล้ายคลึงกัน ดังนักเรียนนายเรืออากาศทั้ง ๕ คนนี้...

                แรกทีเดียว นนอ.พีรภัทร เกศวยุธ หรือ แจ็ค ชั้นปีที่ ๕ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ใฝ่ฝันที่จะเป็นนายร้อยตำรวจตามอย่างผู้เป็นอา แต่เพราะมีคุณแม่เป็นทหารอากาศ บวกกับการคิดทบทวนไตร่ตรองทำให้เขาเบนเส้นทางมายังสายวิชาชีพทหาร ดังที่เขาเล่าว่า

                 “ตอนเด็กผมอยากเป็นตำรวจ            แต่พอมาทบทวนและดูถึงอนาคต การมีชีวิตครอบครัว ก็คิดว่าเป็นทหารอากาศดีกว่า เพราะการเป็นตำรวจอย่างคุณอา จะพบว่ามีปัญหามาก กลับบ้านดึกทุกวัน ส่วนที่อยากเป็นทหารอากาศนั้นก็เพราะน้อยคนนักที่จะเป็นนักบินได้และก็เป็นความฝันของเด็กๆ หลายคน และความคิดตอนเป็นเด็กก็คือเครื่องแบบเท่ สวยดี              สาเหตุที่อยากเรียนที่นี่อีกอย่างหนึ่งก็คือมีอาชีพที่ชัดเจนในอนาคต”

                เช่นเดียวกับ นนอ.พรพงศ์ พวงจินดา หรือ โดม ชั้นปีที่ ๔ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และ นนอ.อธิป มงคลอภิบาล หรือ กั๊บ ชั้นปีที่ ๒ สาขาคอมพิวเตอร์ ที่ต่างก็มีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่รับราชการทหาร โดมกล่าวว่า

                 “คุณพ่อผมรับราชการทหารอากาศ ส่วนพี่ชายก็เรียนโรงเรียนนายเรืออากาศและเป็นนักบิน ทำให้ผมได้เห็นและคุ้นเคยมานาน ผมรู้ว่าเป็นทหารอากาศแล้วมีสวัสดิการดีและถือเป็นความภูมิใจของครอบครัว แต่ตอนแรกเลยก็อยากเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกัน แต่พอพี่ชายเล่าให้ฟังว่าที่นี่การเรียนก็ไม่ต่างจากมหาวิทยาลัย แต่ฝึกให้เรามีวินัยมากกว่าและมีความเป็นพี่เป็นน้องกันมากกว่ามหาวิทยาลัย จึงทำให้อยากเรียน”

                หากแต่กั๊บกลับมีความรู้สึกไม่อยากอยู่ในสายอาชีพเดียวกับคุณพ่อ คุณแม่ที่รับราชการทหารอากาศในตอนต้น แต่หลังจากได้เห็นประสบการณ์ของมิตรสหายที่เรียนที่นี่ จึงจุดประกายให้เขาอยากเป็นนักเรียนนายเรืออากาศบ้าง

                 “ผมเห็นอะไรมามากเกี่ยวกับทหารอากาศก็เลยเบื่อๆ แต่พอเห็นเพื่อนที่เขามาเรียนที่นี่แล้วดูเปลี่ยนไป ดูแมนขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น พออยู่ในเครื่องแบบก็ดูดี ผมก็เลยเริ่มรู้สึกชอบและยอมเสียเวลาที่เรียนจนถึง ม.๖ แล้วเพื่อมาสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารใหม่        จากประสบการณ์เห็นว่าคุณพ่อมีพี่น้องอยู่ทั่วประเทศ มีอยู่ทุกเหล่าและทุกคนให้เกียรติรับรองอย่างดี แม้จบไปแล้วก็ยังเป็นพี่น้อง เป็นปึกแผ่นกัน”

                ส่วน นนอ.สัญชัย ทองคำ หรือ นอ ชั้นปีที่ ๓ สาขาวิศวกรรมโยธา มาจากจังหวัดพิษณุโลก ด้วยความหวังที่จะสอบเข้าโรงเรียนนายเรืออากาศตามความต้องการของมารดา แม้ต้องพลาดไปในปีแรก แต่เขาก็เพียรพยายามจนสามารถสอบติดในปีต่อมา

                 “คุณแม่อยากให้เรียน โดยส่วนตัวผมก็ชอบเหมือนกัน แต่ปีแรกก็สอบไม่ติดเพราะเหมือนสอบเล่นๆ แต่พอเห็นว่าคุณแม่อยากให้เราเป็นจริงๆ จึงตั้งใจสอบใหม่ ผมเห็นว่าระบบทหารมีความรักให้กันจริงๆ เหมือนเป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่และน้อง มีความเป็นพวกพ้องจึงคอยว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ในขณะที่สังคมภายนอกดูเหมือนจะแก่งแย่งชิงดีกัน นอกจาก นี้พอจบแล้วยังมีงานทำแน่นอน ไม่ต้องดิ้นรนหางานทำอีก และที่นี่เป็นทุนของหลวงออกให้เรียน โดยที่เราแทบจะไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายอะไรเลย”

                ทางด้าน นนอ.ภพรัตน์ สุวรรณรัตน์ หรือ หนึ่ง ชั้นปีที่ ๒ สาขาวิศวกรรมอากาศยาน เดินทางมาจากจังหวัดพัทลุง ด้วยความมุ่งมั่นส่วนตัวที่อยากเป็นนักบินมาตั้งแต่เด็ก

                 “ผมอยากเป็นนักบินเพราะเท่ที่สุดและคิดว่าเป็นความฝันของชายหนุ่มวัยรุ่นทั่วๆ ไป ผมจึงอยากเป็นนายร้อยมาตั้งแต่เด็กและคิดว่าต้องเป็นให้ได้ ทั้งๆ ที่คุณพ่อคุณแม่รับราชการครูกันทั้งคู่ และก็ไม่มีความรู้เรื่องการทหารเลย บวกกับโดยส่วนตัวก็อยากเรียนวิศวฯด้วย ดังนั้น ที่นี่น่าจะเหมาะสมกับเราที่จะได้เรียนวิศวฯและมีโอกาสเป็นนักบินเช่นกัน แล้วผมเคยเห็นรุ่นพี่ที่เรียน จากที่ไม่สมาร์ต ไม่เท่ ก็กลับดูดีขึ้นมาก ผมจึงคิดว่าที่นี่สามารถหลอมให้เราเป็นอีกคนหนึ่งได้”
                เมื่อเข้ามาเรียนในรั้วโรงเรียนนายเรืออากาศแล้ว ทุกคนต่างได้เรียนรู้ชีวิตทหารซึ่งมีทั้งแตกต่างและเหมือนกันกับที่คาดคิดไว้   โดมกล่าวว่า
                 “ด้วยความที่พี่ชายเรียนก็เลยพอทราบว่าเป็นอย่างไร แต่ที่ได้ฟังมากับของจริงที่เจอก็ต่างกันมากและเทียบกันไม่ได้ ของจริงเรียนและฝึกหนักกว่าที่ฟังมามาก แต่ทุกอย่างก็คือฝึกให้เรามีความอดทนและทำอะไรให้ตรงต่อเวลา”
                สำหรับแจ็คก็มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน แต่เพราะเขาเตรียมตัวเตรียมใจรับกับสถานการณ์มาอย่างดีแล้ว เขาจึงไม่ต้องปรับตัวมากมายนัก
                 “สมัยเด็กมัธยมเราไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่มาอยู่ที่นี่เราจะถูกกฎระเบียบบีบบังคับทุกด้าน อย่างเคยอาบน้ำครึ่งชั่วโมงก็เหลือสองนาที จากเดิมไม่ต้องฝึกก็ต้องมาฝึก ต้องตัดผมสั้น ต้องฟังรุ่นพี่สอน ชีวิตและบุคลิกเปลี่ยนไปเลย แต่คำสั่งทุกอย่างล้วนมีประโยชน์กับเราและช่วยให้เราคิดวางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอะไรต่อไป แต่เพราะคุณน้าที่เป็นตำรวจก็ขู่มาเยอะทำให้ตัวเองไม่ท้อแท้หรือตกใจอะไร”
                นอและกั๊บช่วยกันเสริมว่า
                 “ตอนแรกผมก็รู้สึกแปลกๆ เพราะจะถูกบีบกรอบทุกอย่างและต้องทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ สอนเราทุกอย่างตั้งแต่เป็นคนใช้ไปจนถึงเป็นนาย คือเราต้องรู้ทุกอย่างก่อนที่จะเป็นนายได้ บางครั้งอาจรู้สึกว่าเป็นการโหดร้าย แต่ทุกอย่างทำให้เรามีวุฒิภาวะมากขึ้น ฝึกให้เราเป็นผู้นำ แข็งแรง สามารถปกครองบังคับบัญชาผู้อื่นได้”
                การฝึกวิชาทหารคงเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร หนักหนาสาหัสเช่นที่จินตนาการไว้หรือไม่ ต้องไปอ่านจากคำให้การของพวกเขาเอง โดมซึ่งเพิ่งผ่านการฝึกกระโดดร่มได้เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า

                 “หลักสูตรกระโดดร่มนี้บรรจุไว้ เพราะบางครั้งการไปที่ตั้งที่หมายในเวลาจำกัดและทางไปยากลำบากก็ต้องไปทางเครื่องบิน แล้วบางครั้งไม่มีทางลงก็ต้องกระโดดร่ม พวกเราก็จะได้เรียนทฤษฎีประมาณ ๑ เดือนเศษๆ ในเรื่องท่าลงพื้น การบังคับร่ม การตั้งสติ การใช้ร่มช่วยในกรณีที่ร่มไม่กาง จากนั้นก็ฝึกกระโดดจริงทั้งหมด ๕ ครั้ง จึงจะได้ติดปีก ผมคิดว่าเป็นหลักสูตรที่เวลาเรียนจะสนุกและทำให้เราอยากฝึกจริงๆ มากขึ้น ทุกคนสามารถกระโดดได้ นอกเสียจากว่าเป็นโรคกลัวความสูง ตัวผมเองก็ประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยคือตอนลงถึงพื้นไปลงตรงที่เป็นคันนา พื้นมันไม่เสมอกัน เลยทำให้เอ็นข้อเท้าฉีก”

                หนึ่งเพิ่งเรียนอยู่ชั้นปีที่ ๒ แต่ก็ได้รับการฝึกภาคสนามที่สนุกสนานไม่แพ้กันและได้เล่าถึงการฝึกให้เราฟัง

                 “การฝึกภาคสนามเป็นหลักสูตรทหารบก ก็มีการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เช่นว่าต้องเข้าตีเวลานี้ บุกซุ่มโจมตีเวลาไหน เดินอีกเท่าไรจึงเข้าที่พัก     พวกผมก็ต้องเดินข้ามเขาในตอนกลางคืนตั้งแต่ ๑ ทุ่มถึงตีสอง เดินตอนกลางคืนก็สนุกอยู่แล้วและเป็นป่าทึบจริงๆ ไม่ใช่ป่าพืชไร่ ดังนั้น ความสนุกมันอยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่บางทีก็มีคนกลัวเรื่องเจ้าป่าเจ้าเขาเหมือนกัน ความมืด ความวังเวงบวกกับความอ่อนล้าจึงทำให้บางคนที่จิตใจไม่ค่อยเข้มแข็งเกิดความหวาดผวาได้        อย่างที่ตรงหนึ่งก็มีหลุมฝังศพที่เขาจำลองขึ้นมาเพื่อทดสอบกำลังใจ บางคนที่กลัวก็อาจมองเห็นเป็นอย่างอื่นได้”

                มีคำแนะนำจากรุ่นพี่ทั้ง ๕ คนนี้แก่รุ่นน้องนักเรียนที่ตั้งใจจะสอบเข้าโรงเรียนนายเรืออากาศว่านอกเหนือจากความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นทหารรับใช้ประเทศชาติแล้ว ก็ต้องเตรียมความรู้ระดับ ม.๑-ม.๔ ในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี) ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้พร้อม รวมทั้งออกกำลังกายให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงเสมอ และการเรียนพิเศษ ทบทวนความรู้ตามโรงเรียนกวดวิชาที่เปิดสอนโดยอาจารย์จากโรงเรียนนายเรืออากาศก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะได้เตรียมความพร้อมและได้รับคำแนะนำที่ตรงจุด อย่างไรก็ตาม เพราะมีอัตราการแข่งขันค่อนข้างสูงมาก การที่พลาดหวังในสนามสอบจึงถือเป็นเรื่องธรรมดา

                ท้ายที่สุด ในฐานะพี่ใหญ่...แจ็คได้เป็นตัวแทนกล่าวถึงความรู้สึกต่อการเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนนายเรือแห่งนี้ว่า

                 “คนข้างนอกอาจไม่รู้ว่าพวกผมกำลังทำอะไรกัน แต่พวกเราสำนึกดีว่าเรากำลังพัฒนาประเทศ เรากำลังดูแลประเทศชาติของเรา ผมก็อยากให้ลูกผู้ชายทุกคนมาเรียนเพราะที่นี่มีสวัสดิการที่ดี มีลักษณะเด่นทางด้านการศึกษาซึ่งเหมาะกับผู้ที่แสวงหาความรู้ และเป็นที่ที่คุณจะค้นพบทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้...

                โรงเรียนนายเรืออากาศสามารถทำให้คุณได้เป็นลูกผู้ชายที่สมบูรณ์แบบเต็มตัว”
                ประโยคสุดท้ายบอกความหมายเด่นชัดของความเป็น “นักเรียนนายเรืออากาศ” ได้เป็นอย่างดี...
                แม้ว่าปัจจุบันนี้...คำว่า “ทหาร” และ “พลเรือน” จะยังคงมีความหมายที่แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิงก็ตามที      หากแต่ความสัมพันธ์ระหว่างทหารและพลเรือนไม่ได้ห่างไกลกันดังความหมายของทั้งสองคำนี้เลย เพราะต่างก็มีหน้าที่ในการปกปักรักษา พัฒนาประเทศชาติอันถือเป็นอุดมการณ์ร่วมกันของทุกคน และหนึ่งในปณิธานนอกเหนือจากการปฏิบัติภารกิจเพื่อกองทัพอากาศของโรงเรียนนายเรืออากาศ ซึ่งเหมือนดั่งเป็นตัวแทนของกองทัพไทยในครั้งนี้ก็คือ
                 “การอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจอันดีระหว่างทหารและพลเรือน”

                ฉะนั้น สายตาของคนนอกที่มองผ่านเข้าไปในรั้วกองทัพก็คงปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยอีกต่อไป เพราะบัดนี้บทบาทและความเคลื่อนไหวภายในรั้วนั้นก็ปรากฏแจ่มชัดต่อสาธารณชนเสมอมา สร้างความอุ่นใจและความรู้สึกถึงความปลอดภัยของพลเรือนในทุกคราวที่นึกถึงรั้วของชาติผู้ซึ่งปฏิบัติภารกิจเพื่อความมั่นคงของเอกราชของประเทศ และยกย่องให้พวกเขาเป็นบุคคลผู้เสียสละตนเองเพื่อชาติอย่างแท้จริง   

                เช่นเดียวกับนักเรียนนายเรืออากาศ ซึ่งสำเร็จการศึกษาออกไปเป็นทหารแห่งกองทัพอากาศ อันเป็นเหล่าหนึ่งของกองทัพไทยอย่างสง่างาม เปี่ยมล้นด้วยความสามารถทั้งทางวิชาการและการทหาร เป็นเกียรติภูมิทั้งแก่ตนเอง ครอบครัวและประเทศชาติ สมดังคำกล่าวที่ว่า
                 “นภานุภาพของกองทัพอากาศเริ่มต้นที่นี่”

โดย  รวิทัต
สกุลไทยฉบับที่ 2433 ปีที่  47 ประจำวัน  อังคาร ที่  5 มิถุนายน  2544

  ขอขอบคุณ
                - กองบิน ๑ กองพลบินที่ ๒ กองบัญชาการยุทธทางอากาศ จังหวัดนครราชสีมา เอื้อเฟื้อสถานที่
                - นาวาอากาศเอกหญิง ลัดดาวดี มงคลอภิบาล
                - ร.อ.เฉกสิริ เสงี่ยมรักษ์
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Design By simply sibyl And Free Forum Hosting Editer By Triple-S
Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF